วันนี้อัพบล็อกเสียที อัพมีสาระด้วย(???)
แต่ก่อนจะอ่านขอให้อ่านสิ่งนี้ก่อน
สุนทรยะ = ไสยะ?

................................................

บทวิพากษ์ สุนทรียะ = ไสยะ?

จากประสบการณ์การศึกษาเล่าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นเวลาสามภาคเรียน(เกือบเต็มจำนวนอันน้อยนิด)ของข้าพเจ้าทำให้เกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจบางอย่างในบางครั้ง ข้าพเจ้าไม่สามารถใช้อารมณ์ความรู้สึกของข้าพเจ้าเข้าไปตัดสินงานออกแบบใดๆได้เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นผู้ใช้สอยประโยชน์จากงานออกแบบนั้น ข้าพเจ้าถูกสอนไม่ให้พูดว่า ฉันอยากให้เป็นเช่นนี้ หากแต่เป็น ฉันคิดว่าสิ่งนี้เหมาะสมสำหรับเขา/เธอ ถ้าเช่นนั้นแล้ว... เอกลักษณ์ของงานออกแบบของแต่ละท่านที่แตกต่างกันออกไปนั้นเล่า ? จุดเด่นของงานเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากอารมณ์ความสิเน่หาส่วนตนของผู้ออกแบบหรอกหรือ? เรากำลังหลอกตนเองว่าเราไม่ได้ใช้ความรู้สึกในการตัดสินด้วยการอ้างว่าผู้ใช้สอยไม่ได้มีความรู้ในศาสตร์นี้เท่าผู้ออกแบบอยู่หรือเปล่า?

 

ข้าพเจ้าไม่พึงใจกับความคิดเช่นนี้แม้แต่น้อยเพราะข้าพเจ้าคิดว่า หากในการทำงานของเรานั้นไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ริเริ่มชื่นชมกับสิ่งนั้นได้หากทว่ากลับเป็นงานออกแบบที่ผู้ใช้สอยชื่นชมอย่างมากแล้วผลงานชิ้นนั้นจะถือว่าเป็นงานที่ดีหรือไม่?

 

ข้าพเจ้าคิดว่าของบางอย่างที่เราคาดว่าเหมาะสำหรับคนๆนั้นในวันนี้ สักวันหนึ่งเขาอาจทุ่มมันทิ้งออกหน้าต่างบ้านก็เป็นได้ จิตใจมนุษย์เอนไหวยิ่งกว่ากระแสลมปรวนแปรเสียอีก การถูกชักจูงให้รัก ชอบ ชิงชัง รังเกียจเป็นเรื่องง่ายเหลือแสน

 

คำว่า เหตุผล สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้จริงหรือ? เหตุผลถือเป็นกฏเกณฑ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในการตัดสินหรือไม่? แม่คนหนึ่งเป็นห่วงลูกชายที่กลับบ้านดึกเพราะไปเลี้ยงฉลองที่สอบเสร็จกับเพื่อนๆจำนวนมาก การให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆและไม่มีอะไรเสียหายให้ต้องน่าวิตกจะช่วยให้คุณแม่ท่านนี้หายกังวลได้หรือไม่? ข้าพเจ้าคิด(เอาเอง)ว่า เหตุผลอาจทำให้มนุษย์ยอมรับฟังได้ แต่ไม่สามารถลบความรู้สึกได้

 

หากสิ่งที่นักออกแบบควรจะทำคือการคิดฟังก์ชันใหม่ๆขึ้นมาเพื่อยัดลงไปในงานออกแบบและทำให้เกิดรูปร่างที่สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยแท้จริงแล้วนั้น เหตุใดกันเล่าจึงได้ทำให้งานที่เปลี่ยนแปลงแต่เพียงรูปโฉมภายนอกเกิดความประทับใจกับผู้ใช้สอยประโยชน์มากกว่าความงามที่ บริสุทธิ์

 

ในบางครั้งฟังก์ชันใหม่ๆไม่มีความจำเป็นอะไรกับผู้ใช้สอยประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ขนาดที่ว่าลำบากอีกเพียงนิดเขาจะขาดใจตายเสียตรงนั้นให้ได้ และในทางกลับกันผลิตภัณฑ์ที่มีแต่ฟังก์ชันเดิมๆเลยแต่มีการตกแต่งที่งดงามซาบซึ้งก็สามารถดึงดูดใจให้ผู้ใช้อยากจับจองได้แล้ว

 

ท่ามกลางกระแสโมเดิร์นนิซึมที่ยังคงมีผลบางส่วนซึ่งสืบมาในยุคปัจบันกาลนี้ ในช่วงเวลาหลายสิบปีของการออกแบบที่ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วนั้นได้มีศาสตร์ที่เรียกว่า Packaging Design กำเนิดขึ้น แล้วเหตุใดกันเล่าจึงทำให้เราปฏิเสธการตกแต่งรูปโฉม? หากคนเราพอใจกับความเป็นปกติธรรมดาของตนแล้ว คงไม่มีคนผมดำที่ทำสีผมตัวเองให้จางลงจนกลายเป็นสีบลอนด์ เครื่องสำอางเครื่องหอมที่อวดอ้างสรรพคุณว่าลดริ้วรอยให้กลับไปเป็นเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวได้อีกครั้ง ความงามของภาพลักษณ์นี้เป็นส่วนเกินของการดำรงชีวิตของมนุษย์หรือไม่? หากเป็นเช่นนั้นแล้วเสื้อผ้าที่เราสวมใส่อยู่ทุกวันควรจะมีสีขาวนวลแบบฝ้ายบริสุทธิ์หรือไม่? Packaging Design จะถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อสิ่งใด?

 

ข้าพเจ้าคิดมาเสมอว่าการร่ำเรียนในศาสตร์ของการออกแบบเป็นล้อเล่นกับ กิเลส มนุษย์ หากมนุษย์ทุกผู้ไร้ซึ่งกิเลสแล้ว ความสวยงามเจริญตาเจริญใจอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องดำรงอยู่กับสิ่งแวดล้อมมนุษย์อีก ในทุกวันนี้สิ่งของทุกอย่างถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อ อำนวยความสะดวก ให้ชีวิต ไม่ใช่เพื่อ ดำรงชีวิต (อาจยกเว้นได้กับยารักษาโรค)

 

หากเช่นนั้นแล้วประโยชน์ใช้สอยใหม่ๆที่เราพากันหยิบยกขึ้นมาอวดอ้างนั้นจะถือเป็นเปลือกนอกด้วยหรือไม่?

 

สมุดจดที่เคยมีเส้นบรรทัดตรงๆธรรมดาแต่ได้รับการแปรเปลี่ยนมาเป็นจุดเล็กๆที่เว้นระยะห่างอย่างเท่ากันและต่อเนื่องนั้นมีความจำเป็นจริงหรือ หากการเขียนหนังสือของเราเบี้ยวเอียงไปสักนิดหนึ่งจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกใบนี้หรือไม่ รีโมทที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกทำให้เราสามารถนั่งอืดฉึ่งอยู่หน้าโทรทัศน์โดยไม่ต้องเดินไปเปลี่ยนช่องเป็นสิ่งจำเป็นจริงหรือ? สักวันประโยชน์ใช้สอยที่เรากล่าวกันว่าจำเป็นหนักหนาจะกลับมาทำร้ายเราหรือไม่?

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยคือเหตุใดนักออกแบบจึงพยายามปฏิเสธความมีรสนิยมเดียวชนหมู่มากผู้ถูกจัดสถานะให้อยู่ในฐานะผู้บริโภค ความงามไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราสามารถเห็นพ้องกันได้หรอกหรือ? การปฏิเสธรสนิยมเช่นนี้เป็นเพราะเราได้ถูกกระแสของความเป็นผู้ออกแบบควบคุมอยู่หรือไม่?

 

บทความนี้คงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการวิพากษ์บทความ สุนทรียะ = ไสยะ? ได้ เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้หยิบยกเอาอะไรหลายอย่างที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องแต่เป็นความคับข้องมาเสนอเสียส่วนมาก...

 

 

 

ความเห็นส่วนบุคคลที่ประจานตนมากๆ 5555555+
เอาเป็นว่าอาจเขียนด้วยใจคะนองไปสักนิด พาดพิงใครขออภัยอย่างสูงค่ะ
อะไรไม่สมควรบอกได้จะจัดการแก้ไข
ตั้งใจให้อ่านไม่รู้เรื่อง คนอ่านก็คงงงๆ อีนี่ใช้ภาษาโบราณ หน้าตาประหลาด 55555+

ขอบคุณที่อ่านจบค่ะ ^^

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ภาษาแกนี่งงมาก

ถ้าเรื่องที่พูดถึงความเป็นตัวเองในการออกแบบ อยากให้ลองนึกไปถึงตอนที่เรียนไคทีเรีย อย่างซาฮ่า ฮาดิดที่ตอนนี้มีชื่อเสียงก้องโลก ยังเพิ่งขายงานชิ้นเเรกได้ตอน40กว่าเลยไม่ใช่หรอ
จริงอยู่ที่ว่าคนที่จะดังขึ้นขั้นพีคได้เนี่ยต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง และไอ้ที่ว่าเนี่ยมันไม่มีใครได้รับการยอมรับแต่แรกหรอก ขึ้นอยู่กับว่าแกจะกล้ายืนยันในความคิดตัวเองรอจนแกดังได้ป่ะล่ะ
โดยที่ระหว่างนั้นแกจะไม่มีงานซักชิ้น+คนรอบข้างค่อนคอดไปเรื่อย และอาจจะตายไปโดยที่ยังไม่ดังก้อได้ ของงี้มันต้องเสี่ยงว่ะ

#1 By +panpandog+ on 2007-10-01 18:56

โอ้ย ฟังดูโลกแม่งโหดร้าย

อ่านแล้วงงว่ะคุณกุ้ง ฉันมันโง่ ประมวลผลช้า ไว้อ่านจนแตกฉานแล้วจะมาเม้นใหม่นะคะ จูบ

#2 By buffy on 2007-10-01 19:04

ความงาม เป็นสากล
และก็เป็นปัจเจกด้วย
function ก็เป็นสากล
และก็เป็นปัจเจกด้วย
...
คงที่ทำงานโดยเน้น function อย่างเดียว
ก็ได้รับคำชื่นชม เช่น นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
คนที่ทำงานโดยเน้น ความงาม อย่างเดียว
ก็ได้รับคำชื่นชม เช่น จิตกร ฯลฯ
คนที่นำ ความงาม และ function มารวมกันได้เหมาะสม
ก็สมควรถูกชื่นชมเช่นกัน
...
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง function และ ความงาม
แม้จะเป็นสากล แต่เราใช้(ตัวเรา)ปัจเจก เข้าไปตัดสิน
จึงไม่สามารถ วิจารย์ สุนทรียะ ของสิ่งนั้น
ได้อย่างแท้จริง
...
อ่านแล้วงงๆ งง แล้วก็งง

ขอบคุณที่บอกว่าตั้งใจเขียนให้งง เพราะงงจริงๆ

เห็นด้วยกับเจ๊ เรื่องการพยายามยึดมั่นในอุดมการณ์ดีคอนของเจ๊ซาฮ่าและลุงเกียรี่

แต่ส่วนตัวกูนะ หลังจากตรวจกับแบบกับจีจี้สุดหล่อ รู้มาอย่างหนึ่งว่า

สถาปนิกนี่ขี้แถค่ะ(ขนาดจีจี้ยังแถเลยค่ะคุณ)

ที่อ้างว่าเหมาะกับผู้ใช้โง้นงี้ ที่จริงมาจากตัณหาของสถาปนิกค่า

ฉันว่านะ มันก็ต้องเอามารวมๆกันแหละว่าเค้าต้องการยังไง แค่ไหน เราออกแบบไป มันก็ต้องเป็นแบบที่เค้าและเราชอบใช่ป่ะ
เพราะจีจี้เถียงเจ้าของบ้านไปว่าคอนกรีตเปลือยอย่างเดียวมันจะน่าเบื่อ ไม่ยอม ไม่ให้ทำ(เถียงเจ้าของบ้านน่ะคุณ คิดดู)

ตอนนี้คิดได้เท่านี้ คิดอะไรได้อีกจะเอามาฟลัดเพิ่มในนี้น่อ

#4 By Lover Boy on 2007-10-01 21:30

อ่า..เข้าประเด็น "มังคุชชช"อีกแล้ว


ฟังก์ชันเดิม...แต่ดีไซน์ใหม่ มันมีผลจริงๆนะ

ห้องแถว กับ บ้านจัดสรร
ทุเรียนเป็นลูก กับ ทุเรียนใส่ถาดโฟม
โตโยต้า กับ เบนซ์
ร้านป้า กับ ทั้งฟู้ดคอร์ทของพารากอน
....

มังคุดอาจแพงขึ้นถ้ามีแบบแกะใส่ถาดโฟมเหมือนทุเรียน

-----
พวกเราเข้าใกล้ Purism เข้าไปทุกที
ด้วยอำนาจของเลกเชอร์ไครทีเรียและ...

ปัจจัยอื่นๆอีกมาก

เห็นเงียบๆ ฟุ้งซ่านเหมือนกันนี่หว่า เมดสาว

#5 By Fonn || AR51 on 2007-10-02 00:51

ทำไมกุเข้าใจ สงสัยเพราะภาษามันโบราณแน่ๆ
ยาวนักแต่ก็ดีนะ ค่อนข้างเห็นด้วย ยกเว้นอย่างนึงคือที่ว่านักออกแบบกำหนดความงามเป็นกระแสน่ะ
เราว่าเราคงไม่ใช่นักออกแบบแน่ เพราะความงามที่"นักออกแบบ"(ในสมัยนี้)มาปฏิเสธนั้น ทำไมเราถึงยังเห็นความงามมันอยู่ แปลว่าความงามของคนมันไม่เหมือนกัน

#6 By alamode on 2007-10-02 17:22

ตลกจริงๆว่ะ ๕๕๕ อ่านของเรายังล่ะ
อ่านมากี่คนก็เนื้อหาเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน ไม่ได้ก็อปมาจากประเด็นของอาจารย์เป๊ะๆด้วย

ถึง มังคุชชช มังคุชแกะใส่ถาดโฟม ก็ฉ่ำ เน่าหมดสิจ๊ะ

#7 By AE'id on 2007-10-05 01:58