1  ประภาคารมีความหมายกับคุณไหม?

    คงเป็นคำถามที่ตลกน่าดู แต่ฉันคิดว่าในตัวของประภาคารเองนั้นมันไม่มีความหมายอะไรซับซ้อนหรอก สิ่งที่ทำให้มันมีค่าคือการที่มันสามารถส่องแสงท่ามกลางความมืดมิดในเวลาที่เราต้องการมันพอดิบพอดีเท่านั้นเอง 

    เมื่อเอนด์เครดิตของหนังวิ่งขึ้นมาแทนที่ภาพสุดท้ายของประภาคาร ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงถ่วงน้ำหนักอยู่ในหัวดัง ‘ตุบๆ’ ให้ปวดเศียรเวียนกบาลเล่น... ความสับสนก่อตัวขึ้นในห้วงคิดของฉันนับแต่วินาทีแรกที่เรือเฟอร์รี่พาสองมือปราบ ‘เท็ดดี้ แดเนียล’ และ ‘ชัค อูล’ มาถึงเกาะปิดตายเพื่อสืบคดีผู้ป่วยทางจิตที่หลบหนีออกไปจากห้องขังอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งความน่าสนใจของงานนี้มันอยู่ที่ห้องถูกล็อกจากด้านนอก หน้าต่างก็ถูกกั้นด้วยลูกกรง แต่เธอสามารถหายตัวไปได้ทั้งที่มีสายตาของคนอีกหลายร้อยจับจ้องอยู่ และทางเดียวที่จะออกจากเกาะนี้ไปได้ก็คือเรือที่พวกเขานั่งมาเท่านั้น!


2  อะไรคือสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัว?

    ในตอนแรกเริ่ม กลุ่มหมอกหนาค่อยๆเผยให้เราเห็นเรือเฟอร์รี่ลำหนึ่งกำลังเคลื่อนที่แหวกผืนน้ำเข้ามาช้าๆท่ามกลางสภาพอากาศอึมครึมซึ่งดูไม่เหมาะกับการเดินเรือเอาเสียเลย เสียงของใครบางคนหน้าอ่างน้ำดังลอดประตูออกมาอย่างอิดโรย ดูท่าเขาคงจะอาเจียนจนไม่เหลืออะไรในร่างแล้วเป็นแน่

    “เข้มแข็งไว้สิ เท็ดดี้ ก็แค่น้ำเอง...” ชายผู้ในชุดสูทสีหม่นให้กำลังใจเงาในกระจกตรงหน้าเขาก่อนจะต้องรีบก้มหน้าลงอ่างอีกรอบ

    เห็นทีการเดินทางทางน้ำคงจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะกับเขาเอาเสียเลย แต่เนื่องจากไม่มีช้อยส์อื่นให้กาจึงทำให้เขาต้องลงเรือลำนี้มาพร้อมๆกับชัค - คู่หูคนใหม่ที่ถูกเลือกมาให้ทำงานร่วมกันกับเขาแบบเฉพาะกิจ
    กลิ่นของความไม่ชอบมาพากลในตัวหนังดำเนินไปอย่างเนิบช้าแต่น่าสนใจจนรู้สึกว่าไม่อยากละสายตาไปสักฉาก ด้วยฝีมือเก๋าเกมของนักแสดงนำอย่างลีโอนาโด ดิ คาร์ปริโอ และผู้กำกับมือดีอย่างมาร์ติน สกอร์ซซี่ ที่มีชั้นเชิงในการบอกใบ้ปริศนานับแต่ฉากแรกท่ามกลางพายุฝนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆภายใต้สถานการณ์ที่ถือเป็นวิกฤตแห่งความศรัทธาในตัวตนเองจากข้อกล่าวหาของคนรอบข้าง แต่สิ่งที่น่ากลัวและโหดร้ายที่สุดคงไม่ใช่สภาพอากาศ การหลอกล่อ คำลวงหรือความรุนแรง

     น่าจะเป็น ‘ความจริง’ มากกว่า...


3
    ตัวเนื้อเรื่องนั้นกำเนิดขึ้นในปี 1954 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอกที่เป็นอดีตทหารผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสงครามได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่ประเด็นที่ปรากฏอยู่ในหนังตลอดเวลา คือ ความรุนแรง เริ่มตั้งแต่การแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวและใช้กำลังของแดเนียล การทรมาณทหารนาซีให้ตายอย่างช้าๆ การยุติปัญหาด้วยความตายของหญิงสาว และการเหยียดชาติพันธุ์ เป็นต้น
     แม้แต่การรักษาผู้ป่วยจิตเภทเหล่านี้เมื่อครั้งอดีตที่มีทั้งการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าหรือการล่ามตัวเอาไว้ นั่นอาจเป็นเพราะผู้ป่วยบนเกาะนี้ล้วนแล้วแต่มีข้อหาความเป็นอาชญากรติดตัว จึงทำให้การรักษาเป็นไปในอีกมาตรฐานหนึ่งที่ทำให้หลายคนกล้าลงโทษคนป่วย

    ไม่รู้ว่าตาฝาดหรือเปล่า ฉันรู้สึกว่าฉันเห็นภาพคนที่นั่งเก้าอี้ไฟฟ้ากำลังยิ้มหยันอยู่...

    แดเนียลมาถึงที่เกาะแห่งนี้พร้อมกับปืนคู่ใจและพาเอาพายุใหญ่มาด้วย (โดยเจ้าปืนลำนี้เขาเองเคยใช้มันแก้ปัญหาบางอย่างในอดีตมาแล้ว) ถ้าจะบอกว่ามือปราบผู้นี้เป็นตัวแทนของความเกรี้ยวกราดก็คงไม่ผิดนักเพราะทั้งการกระทำ อุปนิสัยและสัญญะหลายอย่างต่างพ้องไปในทางเดียวกัน…

    แต่เมื่อเขาเดินทางเข้าสู่พื้นที่สันติแห่งนี้ แดเนียลจำต้องมอบปืนให้กับเจ้าหน้าที่พัศดีตามกฎแบบไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ และเกิดการเผชิญหน้าพูดคุยกับคุณหมอคาวลีย์ผู้อำนวยการศูนย์บำบัดรักษาคนไข้แห่งนี้อยู่ในหลายช่วง ความรุนแรงและความสงบหนักแน่น อะไรคือการแก้ปัญหาที่ดีกว่ากัน?
    ดูเหมือนว่าความรุนแรงคงไม่ช่วยให้ปัญหาจบลงด้วยดี เพราะเมื่อแดเนียลรู้สึกป่วย เขาก็ต้องร้องขอ ‘ยาระงับความปวด’ จากคุณหมอเช่นกัน
    บทสรุปที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้เราคงหาคำตอบได้แตกต่างกันไปตามแต่ว่าใครจะเก็บเงื่อนงำใดมาวิเคราะห์พิจารณ์กันเพื่อหาบทเฉลยของหลายๆปมที่ผู้กำกับทิ้งเอาไว้

     อันที่จริงแล้วสิ่งที่ตัวเอกกำลังเจออยู่ในจอหนังไม่ได้แตกต่างอะไรกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เราเผชิญกันอยู่สักเท่าไรนัก มีข่าวสารจำนวนมากที่เรากำลังถูกกรอกให้รับท่ามกลางเมฆฝนที่ส่อเค้าความวุ่นวายในบ้านเมืองซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ


4   ในความเกรี้ยวโกรธของพายุร้ายและความมืดมิดที่ปกคลุมบนเกาะแห่งนั้น ยังมีประภาคารให้แสงสว่างแก่เรือที่ลอยล่องกลางสมุทร ฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะมืดสักเพียงใด แต่มนุษย์เราจะยังคงพยายามมุ่งหน้าไปสู่แสงสว่าง ไม่ว่าแสงจากภายนอกนั้นจะนำไปสู่ความโสมมหรือโลกอันสวยงามก็ตาม เพราะคนเราไม่อาจทนใช้ชีวิตในความมืดได้นานนักหรอก ท้ายที่สุดเราคงต้องเลือกหนทางสำหรับตัวเองเหมือนอย่างที่มือปราบแดเนียลได้เลือกแล้วว่าเขา...

    “จะอยู่อย่างอสูรร้าย หรือตายอย่างคนดี”




 

 

บทความนี้เขียนเมื่อเดือน พ.ค.จ้ะ ตอนนั้นหนังยังไม่ออก ^^"

.....

จากนี้ไปคือการสปอล์ยเหมาะกับคนที่ดูจบแล้วเท่านั้นจ้ะ

.....

 

 

 

 

 1 ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้

มีความรู้สึกว่า "กูจะพาลบ้าตามไปด้วย" ดูจบมาสองสามวันก็ยังเครียดแบบต่อเนื่อง
หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นท
างของ เฮียลีโอจริงๆแหละ .. จริตเสียไม่ไหวๆ
ถึงมีความรู้สึกว่าดูเทรลเล
อร์ แล้วก็เดาได้ว่า NO. 67 เป็นใครได้แล้ว แต่เราไม่คิดว่าหนังจะทำคนดูเขวๆได้เหมือนกัน (อีตอนที่เจอกับเรเชลในถ้ำ อันนั้นมันดูไร้ที่มาที่ไป พิสูจน์ไม่ได้มากๆ ทำเอางงไปหลายตลบ)
ตอนจบนี่อึ้งใหญ่ แบบว่าเศร้าค่ะลูกพี่


2 เข้าเรื่องเลยดีกว่า คุณว่าพระเอกบ้าหรือไม่บ้า?



ความคิดเห็นต่อไปนี้ไม่ได้ม
เหตุผล/หลักฐาน/อื่นๆ มารองรับอย่างเป็นวิชาการนะ


เรานะ เราคิดว่าบ้าว่ะ แบบตอนฉากเปิดมา พระเอกมันอ้วกๆใช่ป่ะ ที่มันพูดออกมา มันพูดถึง "น้ำ" ไม่ได้พูดถึงการเมาเรือหรือ
อะไรเลย ซึ่งตัวเราเองก็นึกได้อีตอนดูรอบ 2 เนี่ยแหละ
มันเป็นคลูที่ตัวเอกมีอะไรแน่ๆกับสิ่งนี้
การที่อ้วกจึงน่าจะเป็นการท
ี่มัน มีผลกับเรื่องทางใจที่ตัวเอง เจอมามากกว่า

ตอนที่พระเอกสืบคดี แล้วต้องสอบพยานนน่ะ ตอนคุยกับนางพยาบาล ชีและคนข้าหลังส่วนใหญ่หัวเ
ราะ ประหนึ่งกำลังทำอะไรน่าขำอยู่ => ถ้าคิดในมุมว่านี่ตือการจัดฉาก ตามที่หมอคาวลีย์เฉลยตอนท้าย มันดูสมเหตุสมผลกว่า พระเอกไม่ได้บ้า แต่มาถูกทำให้บ้าที่เกาะ

แล้วตอนที่พระเอกมาคุยกับป้
าผม เทาๆกลางโรงอาหารน่ะ ตอนที่ป้าแอบเขียนโน๊ตให้พระเอกน่ะ พวกพยาบาลเพียบ แต่ไม่มีใครทำอะไรเลย ทั้งๆที่ป้าแอบเขียน????

ส่วนประเด็นเรื่องการมอมพระ
เอก ด้วยบุหรี่ ยังนึกไม่ออก
เพราะหมอเชียนก็สูบด้วยเหมื
อนกัน ทำไมหมอเชียนไม่โดนมอม???

3 สัญญะ ไม่ค่อยเข้าใจที่เขาว่ากันว
่ามี ประเด็นทางศาสนาด้วย


บรรยากาศหนังดีมาก

โนเรื่องขมุกขมัว อึมครึมตลอดเวลา แต่สุดท้ายเหมือนจะดันๆพระเ
อกให้ก้าวออกมาหาแสงสว่าง
แต่พระเอกก็ไม่ไหว ขอบายดีกว่า ตรงนี้ช็อคมากๆ ดูแล้วเฮิร์ทมาก รวดร้าว...

ส่วนตัวแล้วถึงเราจะกดดันมา
กถึง มากที่สุดขณะดูหนัง แต่เราก็ยังอยากดูอีกรอบ เพราะรู้สึกว่าเขามีอะไรซ่อนอยู่เยอะว่ะ เป็นหนังที่ควรดูจริงๆ!

 

Comment

Comment:

Tweet